ผ่าฟันคุด ภูเก็ต ศัลยกรรมช่องปาก SDDC

ศัลยกรรมช่องปาก (Oral Surgery)

ศัลยกรรมช่องปากเป็นสาขาทันตกรรมที่เกี่ยวข้องกับการวินิจฉัยและรักษาความผิดปกติของฟัน เหงือก กระดูกขากรรไกร และเนื้อเยื่อภายในช่องปากที่ต้องอาศัยการผ่าตัด การรักษาครอบคลุมตั้งแต่การถอนฟันที่ซับซ้อน การผ่าฟันคุด การผ่าตัดฟันฝัง การตัดชิ้นเนื้อในช่องปาก การเตรียมกระดูกเพื่อการรักษา ไปจนถึงการผ่าตัดเพื่อรองรับการใส่รากฟันเทียม ที่ SDDC Phuket การรักษาดำเนินการโดยทันตแพทย์เฉพาะทางด้านศัลยกรรมช่องปากและแม็กซิลโลเฟเชียล พร้อมใช้เทคโนโลยีดิจิทัล เช่น Digital X-ray และ 3D CT Scan เพื่อช่วยวินิจฉัย วางแผน และลดความเสี่ยงระหว่างการรักษา เป้าหมายของเราคือให้การรักษาที่ปลอดภัย แม่นยำ และช่วยให้ผู้ป่วยฟื้นตัวได้อย่างเหมาะสม

งานบริการศัลยกรรมช่องปาก

งานที่ให้บริการเป็นประจำของศูนย์ทันตกรรมดิจทัลสงขลานครินทร์ ภูเก็ต ได้แก่

  • ขั้นตอนการทำงานทางศัลยกรรมช่องปาก
      1. การประเมินสภาพช่องปากและการวางแผนการผ่าตัด
      2. การเตรียมตัวก่อนการผ่าตัด
      3. การดำเนินการผ่าตัด
      4. การฟื้นตัวหลังการผ่าตัด
      5. การติดตามผลหลังการผ่าตัด
      6. การปฏิบัติตามคำแนะนำเพื่อป้องกันภาวะแทรกซ้อน
      7. ข้อควรระวังหลังการผ่าตัด
    1. ผ่าตัดฟันคุด (Surgical Removal of Impacted Tooth)
      1. ฟันคุด (Impacted Tooth) คืออะไร?
      2. ประเภทของฟันคุด
      3. ผลกระทบของฟันคุด
      4. การผ่าตัดฟันคุด
      5. ขั้นตอนการผ่าตัดฟันคุด
      6. ความเสี่ยงและภาวะแทรกซ้อนที่อาจเกิดขึ้น
      7. ข้อควรปฏิบัติก่อนและหลังผ่าตัด
    2. ผ่าตัดฟันฝัง / ฟันผิดตำแหน่ง
      1. สาเหตุที่จำเป็นต้องถอนฟันฝังหรือฟันผิดตำแหน่ง
      2. ขั้นตอนการผ่าตัดถอนฟันฝัง / ฟันผิดตำแหน่ง
      3. ภาวะแทรกซ้อนที่อาจพบได้
      4. ข้อดีของการถอนฟันฝังหรือฟันผิดตำแหน่ง
  • การผ่าตัดปุ่มกระดูกในช่องปาก
    1. สาเหตุของการเกิดปุ่มกระดูก
    2. ปัญหาที่มักพบ
    3. วัตถุประสงค์ของการผ่าตัด
    4. ขั้นตอนการรักษา
    5. การดูแลหลังผ่าตัด
    6. ข้อดีของการผ่าตัดปุ่มกระดูก
    7. ข้อควรระวังและความเสี่ยง
    8. ผู้ที่ไม่เหมาะสมในการผ่าตัด
  1. ขั้นตอนการทำงานทางศัลยกรรมช่องปาก

การผ่าตัดศัลยกรรมช่องปากเป็นกระบวนการที่ต้องมีการวางแผนและการดำเนินการอย่างละเอียดรอบคอบ โดยประกอบด้วยขั้นตอนดังนี้ 

1.1 การประเมินสภาพช่องปากและการวางแผนการผ่าตัด

ก่อนการผ่าตัดทันตแพทย์ผู้เชี่ยวชาญจะทำการตรวจประเมินสภาพช่องปากและขากรรไกรของผู้รับบริการอย่างละเอียด เพื่อให้ทราบถึงสาเหตุและลักษณะของปัญหาที่ต้องได้รับการรักษา เช่น ฟันคุด, ฟันที่ผิดตำแหน่ง หรือความผิดปกติของเหงือกและกระดูกขากรรไกร

  • การตรวจวินิจฉัย
    ทันตแพทย์จะทำการตรวจทางคลินิกและอาจทำการใช้ภาพถ่ายรังสี (X-ray) หรือการถ่ายภาพดิจิทัล (CT Scan, 3D Imaging) เพื่อให้ได้ข้อมูลที่ครบถ้วนและแม่นยำเกี่ยวกับสภาพภายในช่องปากและขากรรไกร
  • การวางแผนการผ่าตัด
    หลังจากการประเมินและวินิจฉัย ทันตแพทย์จะทำการวางแผนการผ่าตัดที่เหมาะสมที่สุดกับปัญหาของผู้รับบริการ โดยการใช้เทคโนโลยีขั้นสูง เช่น การคำนวณตำแหน่งที่แม่นยำสำหรับการทำรากฟันเทียม หรือการเลือกเทคนิคการผ่าตัดที่เหมาะสมเพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ดีที่สุดและปลอดภัยที่สุด

1.2 การเตรียมตัวก่อนการผ่าตัด

ก่อนการผ่าตัดผู้รับบริการจะได้รับการแนะนำเกี่ยวกับการเตรียมตัวต่างๆ ดังนี้:

  • การซักประวัติทางการแพทย์

ได้แก่ ประวัติโรคประจำตัว ยาต่างๆที่รับประทานประจำ ประวัติแพ้ยาแพ้อาหาร เป็นต้น

  • การหลีกเลี่ยงการทานอาหารหรือเครื่องดื่ม
    ในกรณีที่ต้องใช้การดมยาสลบ ผู้รับบริการต้องหลีกเลี่ยงการทานอาหารหรือเครื่องดื่มอย่างน้อย 6 ชั่วโมงก่อนการผ่าตัด
  • การตรวจสุขภาพ
    ในบางกรณี ผู้รับบริการอาจต้องตรวจสุขภาพเบื้องต้น เช่น การตรวจเลือด หรือการประเมินสุขภาพโดยรวม เพื่อให้มั่นใจว่าไม่มีข้อจำกัดใดๆ ที่จะมีผลต่อการผ่าตัด
  • การจัดเตรียมอุปกรณ์
    ทีมทันตแพทย์จะเตรียมอุปกรณ์และเครื่องมือที่จำเป็นสำหรับการผ่าตัด เช่น เครื่องมือสำหรับการผ่าตัดกระดูกหรือการใช้เทคนิคดิจิทัล

1.3 การดำเนินการผ่าตัด

ในระหว่างการผ่าตัด ทันตแพทย์จะใช้เทคนิคที่ทันสมัยและเหมาะสมกับปัญหาของผู้รับบริการ โดยมีขั้นตอนหลักดังนี้:

  • การใช้ยาสลบหรือยาชา
    การผ่าตัดในช่องปากส่วนใหญ่จะใช้ยาชาเฉพาะที่หรือในบางกรณีอาจใช้ยาสลบทั่วไป ขึ้นอยู่กับความซับซ้อนของการผ่าตัดและการตัดสินใจของทันตแพทย์
  • การผ่าตัด
    ทันตแพทย์จะดำเนินการตามแผนการผ่าตัดที่วางไว้ เช่น การผ่าตัดฟันคุด การปรับแต่งเหงือก หรือการถอนฟันที่ฝังตัว
  • การเย็บแผล
    หลังจากการผ่าตัดเสร็จสิ้น ทันตแพทย์จะทำการเย็บแผลอย่างระมัดระวังเพื่อป้องกันการติดเชื้อและให้การฟื้นตัวเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ

1.4. การฟื้นตัวหลังการผ่าตัด

หลังการผ่าตัด ทันตแพทย์จะให้คำแนะนำเกี่ยวกับการดูแลและการฟื้นตัวที่สำคัญ เพื่อให้การฟื้นตัวเป็นไปอย่างรวดเร็วและปลอดภัย:

  • การประคบเย็น
    ในช่วงแรกหลังการผ่าตัด ผู้รับบริการอาจต้องใช้การประคบเย็นบริเวณที่ผ่าตัดเพื่อลดการบวมและอักเสบ
  • การรับประทานยา
    ทันตแพทย์จะให้ยาเพื่อบรรเทาอาการปวดและลดการอักเสบ รวมถึงยาปฏิชีวนะเพื่อลดความเสี่ยงในการติดเชื้อ
  • การหลีกเลี่ยงการเคี้ยวอาหารที่แข็งหรือร้อน
    ในช่วงแรกหลังการผ่าตัด ควรหลีกเลี่ยงการเคี้ยวอาหารที่แข็งหรือร้อน เพื่อป้องกันการระคายเคืองต่อแผล
  • การหลีกเลี่ยงการสัมผัสหรือเปิดแผล
    ผู้รับบริการควรหลีกเลี่ยงการสัมผัสบริเวณแผลหรือการใช้แรงกดที่มากเกินไปในช่วงแรกหลังผ่าตัด

1.5 การติดตามผลหลังการผ่าตัด

การติดตามผลเป็นสิ่งสำคัญในการฟื้นตัวหลังการผ่าตัด โดยทันตแพทย์จะนัดตรวจเยี่ยมผู้รับบริการเพื่อประเมินการฟื้นตัว และดูว่ามีอาการผิดปกติหรือไม่

  • การตรวจประเมินการฟื้นตัว
    ทันตแพทย์จะตรวจสภาพช่องปากและแผลผ่าตัดในช่วงเวลาที่กำหนด เช่น 1-2 สัปดาห์หลังการผ่าตัด เพื่อประเมินความสมบูรณ์ของแผลและสภาพการฟื้นตัว
  • การดูแลแผลผ่าตัด
    ทันตแพทย์จะให้คำแนะนำในการดูแลแผลผ่าตัดให้สะอาดและหลีกเลี่ยงการเกิดการติดเชื้อ

1.6. การปฏิบัติตามคำแนะนำเพื่อป้องกันภาวะแทรกซ้อน

ผู้รับบริการต้องปฏิบัติตามคำแนะนำที่ทันตแพทย์ให้ไว้อย่างเคร่งครัดเพื่อหลีกเลี่ยงการเกิดภาวะแทรกซ้อน เช่น การติดเชื้อหรือการอักเสบที่เกิดจากการดูแลไม่ถูกวิธี

1.7 ข้อควรระวังหลังการผ่าตัด

  • ควรปฏิบัติตามคำแนะนำของทันตแพทย์อย่างเคร่งครัดหลังการผ่าตัด
  • หลีกเลี่ยงการสัมผัสบริเวณที่ทำการผ่าตัดหรือเคี้ยวอาหารที่แข็งจนกว่าจะได้รับคำแนะนำจากทันตแพทย์
  • หากมีอาการเจ็บปวดหรือมีสัญญาณของการติดเชื้อ เช่น บวมมากผิดปกติหรือไข้ ควรติดต่อทันตแพทย์ทันที


การผ่าตัดศัลยกรรมช่องปากจำเป็นต้องใช้ความรู้และประสบการณ์จากทันตแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ ซึ่งจะทำการประเมินและดูแลผู้รับบริการอย่างใกล้ชิด เพื่อให้ผลลัพธ์ที่ดีที่สุดและลดความเสี่ยงจากภาวะแทรกซ้อนต่างๆ

งานผ่าฟันคุด

ผ่าตัดฟันคุด (Surgical Removal of Impacted Tooth)

ฟันคุดเป็นฟันที่ไม่สามารถขึ้นมาในตำแหน่งที่เหมาะสมตามธรรมชาติ เช่น ฟันกรามซี่สุดท้ายที่มักจะขึ้นในตำแหน่งที่ผิดทิศทาง หรือติดอยู่ในกระดูกและเหงือก ทำให้ไม่สามารถขึ้นตามธรรมชาติได้ การผ่าตัดฟันคุดจำเป็นต้องใช้เทคนิคการผ่าตัดเฉพาะเพื่อเอาฟันที่ฝังตัวหรือซุกซ่อนอยู่ในกระดูกหรือเหงือกออกมา การผ่าตัดฟันคุดช่วยป้องกันการอักเสบ การติดเชื้อ และการเบียดฟันข้างเคียงโดยอาจทำให้ฟันข้างเคียงหรือตัวฟันคุดเองผุ รวมถึงปัญหาที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต เช่น ความผิดปกติของขากรรไกร การผ่าตัดจะทำภายใต้การดูแลโดยทันตแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ ซึ่งจะคำนึงถึงความปลอดภัยของผู้รับบริการ โดยใช้เทคนิคที่ทันสมัยและวัสดุที่เหมาะสมในการรักษา

2.1 ฟันคุด (Impacted Tooth) คืออะไร?

ฟันคุด หมายถึง ฟันที่ไม่สามารถขึ้นมาในช่องปากได้ตามปกติ เนื่องจากติดขัดกับกระดูกขากรรไกร ฟันข้างเคียง หรือเนื้อเยื่อรอบข้าง ทำให้ฟันคุดฝังตัวอยู่ในกระดูกหรือใต้เหงือกบางส่วนหรือทั้งหมด

ฟันที่มักพบว่าคุดบ่อยที่สุด คือ ฟันกรามซี่สุดท้าย (ฟันกรามซี่ที่สาม) ซึ่งในบางคนฟันซี่นี้อาจจะหายไปเองตามธรรมชาติจึงเรียกว่า Wisdom Tooth

2.2. ประเภทของฟันคุด

ฟันคุดสามารถแบ่งตามทิศทางการงอกได้หลายลักษณะ เช่น

  • ฟันคุดแนวตรง (Vertical Impaction)
    ฟันขึ้นแนวตรงแต่ติดขัดไม่สามารถโผล่พ้นเหงือกได้
  • ฟันคุดเอียงไปด้านหน้า (Mesioangular Impaction)
    ฟันเอียงไปทางฟันหน้า ซึ่งเป็นลักษณะที่พบได้บ่อยที่สุด
  • ฟันคุดเอียงไปด้านหลัง (Distoangular Impaction)
    ฟันเอียงไปทางด้านหลังของปาก
  • ฟันคุดในแนวราบ (Horizontal Impaction)
    ฟันนอนราบขนานกับแนวขากรรไกร

2.3 ผลกระทบของฟันคุด

หากปล่อยฟันคุดไว้โดยไม่รักษา อาจก่อให้เกิดปัญหาหลายประการ เช่น

  • เหงือกอักเสบ (Pericoronitis)
  • ฟันข้างเคียงผุหรือมีรากฟันละลาย
  • การติดเชื้อบริเวณกระดูกขากรรไกร
  • การเกิดถุงน้ำ (Cyst) หรือเนื้องอก (Tumor) รอบฟันคุด
  • ปวดบริเวณขากรรไกรและปวดศีรษะ
  • การเรียงตัวของฟันผิดปกติ ทำให้การสบฟันผิดเพี้ยน

2.4. การผ่าตัดฟันคุด 

วัตถุประสงค์ของการผ่าตัด

  • ป้องกันการติดเชื้อและการอักเสบในช่องปาก
  • ป้องกันการทำลายฟันข้างเคียง
  • ลดความเสี่ยงการเกิดโรคเหงือกและกระดูกขากรรไกร
  • ช่วยให้การจัดฟันมีประสิทธิภาพมากขึ้น (ในกรณีที่ทำร่วมกับการจัดฟัน)
  • ป้องกันอาการปวดเรื้อรังในอนาคต

2.5. ขั้นตอนการผ่าตัดฟันคุด

  1. การประเมินเบื้องต้น
    • ซักประวัติสุขภาพ และตรวจสอบตำแหน่งฟันคุดด้วยการเอกซเรย์ (Panoramic X-ray)
    • ประเมินความเสี่ยงของการผ่าตัด เช่น ตำแหน่งของเส้นประสาท (Inferior Alveolar Nerve) ที่อยู่ใกล้เคียง
  2. การเตรียมตัวก่อนผ่าตัด
    • งดอาหารและน้ำล่วงหน้า 6-8 ชั่วโมง (กรณีที่มีการวางยาสลบ)
    • หยุดใช้ยาบางชนิด เช่น ยาต้านการแข็งตัวของเลือด (ตามคำแนะนำของแพทย์)
  3. การผ่าตัด
    • ฉีดยาชาเฉพาะที่ หรือให้ยาสลบในกรณีที่จำเป็น
    • ผ่าตัดเปิดเหงือกเหนือฟันคุด
    • ตัดกระดูกบางส่วนที่ปกคลุมฟัน (หากจำเป็น)
    • ตัดฟันออกเป็นชิ้นเล็ก ๆ เพื่อง่ายต่อการนำออก
    • ทำความสะอาดบริเวณแผล และเย็บแผลปิด
  4. การดูแลหลังผ่าตัด
    • ประคบเย็นเพื่อลดอาการบวม
    • รับประทานยาแก้ปวด และยาปฏิชีวนะตามแพทย์สั่ง
    • หลีกเลี่ยงการบ้วนน้ำแรง ๆ หรือดูดน้ำจากหลอด
    • หลีกเลี่ยงอาหารแข็งหรือเผ็ดร้อนในช่วง 3-5 วันแรก
    • รักษาความสะอาดในช่องปากอย่างระมัดระวัง
    • มาพบแพทย์ตามนัดหมายเพื่อตรวจและตัดไหมเย็บแผล

2.6. ความเสี่ยงและภาวะแทรกซ้อนที่อาจเกิดขึ้น

  • อาการบวม ปวด และมีเลือดออก
  • การติดเชื้อบริเวณแผลผ่าตัด
  • อาการชาที่ริมฝีปาก ลิ้น หรือคางจากการกระทบกระเทือนเส้นประสาท
  • ขากรรไกรติดแข็ง (Trismus) หรืออ้าปากได้น้อยลงชั่วคราว
  • แผลหายช้าในบางราย (เช่น ผู้ป่วยเบาหวาน)

2.7. ข้อควรปฏิบัติก่อนและหลังผ่าตัด

ก่อนผ่าตัด:

  • แจ้งประวัติการแพ้ยา โรคประจำตัว และยาที่ใช้อยู่
  • ปฏิบัติตามคำแนะนำเรื่องการงดน้ำงดอาหารหากมีการใช้ยาสลบ

หลังผ่าตัด:

  • นอนหัวสูงในคืนแรก
  • หลีกเลี่ยงการสูบบุหรี่และดื่มแอลกอฮอล์
  • งดออกกำลังกายหนัก 5-7 วัน
  • รับประทานอาหารอ่อน เช่น โจ๊ก ซุป หรืออาหารเหลว

การผ่าตัดปุ่มกระดูกในช่องปาก (Torus Removal)

การผ่าตัดปุ่มกระดูกในช่องปาก (Torus Removal)

ปุ่มกระดูกในช่องปาก คือ การเจริญเติบโตของกระดูกส่วนเกินในบริเวณต่าง ๆ ของช่องปาก ลักษณะเป็นก้อนแข็ง นูนขึ้นมาจากกระดูกขากรรไกรหรือเพดานปาก โดยทั่วไปสามารถจำแนกออกได้เป็น 2 ชนิดหลัก ได้แก่:

  • Torus Palatinus: ปุ่มกระดูกที่พบตรงกลางเพดานปาก
  • Torus Mandibularis: ปุ่มกระดูกที่พบบริเวณด้านในของขากรรไกรล่าง ใกล้โคนลิ้น

ลักษณะของปุ่มกระดูกเหล่านี้คือ แข็ง พื้นผิวเรียบ ปกคลุมด้วยเนื้อเยื่อเหงือกปกติ ไม่เจ็บ และโตขึ้นอย่างช้า ๆ

4.1 สาเหตุของการเกิดปุ่มกระดูก ยังไม่มีการยืนยันสาเหตุที่แน่ชัด แต่มีปัจจัยเกี่ยวข้องดังนี้:

  • พันธุกรรม (กรรมพันธุ์)
  • เชื้อชาติ (เช่น คนเชื้อสายเอเชีย และชาวเอสกิโมมีโอกาสพบสูง)
  • เพศ (พบในเพศหญิงมากกว่าเพศชาย)
  • พฤติกรรมการใช้ชีวิต เช่น กัดฟันตอนนอน (Bruxism), การรับแรงกดซ้ำ ๆ ในช่องปาก
  • อิทธิพลของแรงเคี้ยว (Occlusal Stress)
  • อายุ (มักพบเริ่มต้นในช่วงวัยหนุ่มสาว)

4.2. ปัญหาที่มักพบ 

  • ส่วนใหญ่ ไม่มีอาการเจ็บปวด และผู้ป่วยมักไม่รู้ตัว
  • หากมีขนาดใหญ่ อาจทำให้:
    • เกิดแผลในช่องปากจากการเสียดสีกับอาหารหรือฟัน
    • เกิดความระคายเคือง
    • ติดเศษอาหารในร่องกระดูก
    • รบกวนการใส่เครื่องมือทันตกรรม เช่น ฟันปลอม เครื่องมือจัดฟัน
    • สูญเสียความมั่นใจในรูปลักษณ์

4.3 วัตถุประสงค์ของการผ่าตัด

  • ลดการระคายเคืองและแผลเรื้อรัง
  • ป้องกันการติดเศษอาหารและปัญหากลิ่นปาก
  • อำนวยความสะดวกในการทำทันตกรรม เช่น การใส่ฟันปลอม, การจัดฟัน
  • เพื่อความสวยงามและความมั่นใจในบุคลิกภาพ
  • ปรับสรีระช่องปากให้เหมาะสมกับการพูดและการออกเสียง

4.4 ขั้นตอนการรักษา

  • การประเมินทางคลินิก
      • ตรวจร่างกายช่องปาก
      • ถ่ายภาพรังสี (X-ray) เพื่อดูโครงสร้างกระดูกอย่างละเอียด
  • การเตรียมตัวก่อนผ่าตัด
      • งดน้ำ งดอาหารบางอย่างตามคำแนะนำ (กรณีวางยาสลบ)
      • แจ้งประวัติสุขภาพและยาที่ใช้อยู่ทั้งหมดให้ทันตแพทย์ทราบ
  • การผ่าตัด
    • ฉีดยาชาเฉพาะที่
    • เปิดเหงือกบริเวณที่มีปุ่มกระดูก
    • กรอหรือตัดเอาปุ่มกระดูกออกอย่างระมัดระวัง
    • ล้างแผลด้วยน้ำเกลือปลอดเชื้อ
    • เย็บปิดแผลด้วยไหมเย็บละลายได้หรือไหมเย็บปกติ
    • ใส่แผ่นปิดแผล (Stent/Obturator) หากจำเป็น
  • การดูแลหลังผ่าตัด
  • รับประทานยาแก้ปวด และยาปฏิชีวนะตามที่แพทย์สั่ง
  • ประคบเย็นเพื่อลดอาการบวมใน 24 ชั่วโมงแรก
  • หลีกเลี่ยงอาหารแข็ง ร้อน หรือเผ็ดจัด
  • รักษาความสะอาดช่องปากโดยการบ้วนปากด้วยน้ำเกลืออุ่น ๆ
  • งดออกกำลังกายหนัก ๆ ในช่วง 1-2 สัปดาห์แรก
  • กลับมาตัดไหมตามนัดภายใน 7-10 วัน

4.6 ข้อดีของการผ่าตัดปุ่มกระดูก

  • ลดปัญหาแผลเรื้อรังในช่องปาก
  • ช่วยให้การใส่ฟันปลอมและจัดฟันทำได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น
  • ช่วยเสริมบุคลิกภาพ และเพิ่มความมั่นใจในการยิ้มและพูด
  • ป้องกันการติดเชื้อและกลิ่นปากจากเศษอาหารติดค้าง
  • ปรับโครงสร้างช่องปากให้ออกเสียงได้ชัดเจนขึ้น

 

4.7 ข้อควรระวังและความเสี่ยง

  • อาการบวมและเจ็บเล็กน้อยหลังการผ่าตัด
  • โอกาสเกิดการติดเชื้อหากดูแลแผลไม่เหมาะสม
  • ความเสี่ยงเลือดออกมากในบางราย (โดยเฉพาะผู้ที่มีโรคประจำตัว)
  • การเจ็บปวดขณะเคี้ยวอาหารในระยะแรก
  • ในบางกรณีอาจมีโอกาสที่กระดูกงอกขึ้นใหม่ได้

4.8 ผู้ที่ไม่เหมาะสมในการผ่าตัด

    • ผู้ที่มีโรคประจำตัวที่ควบคุมไม่ได้ เช่น เบาหวานความดันโลหิตสูงที่ไม่สามารถควบคุมได้
    • ผู้ที่มีภาวะเลือดออกง่าย
    • ผู้ที่มีภาวะภูมิคุ้มกันต่ำ
  • หญิงตั้งครรภ์ในไตรมาสแรกหรือใกล้คลอด (ควรปรึกษาแพทย์เป็นรายกรณี)

 

ดูแลด้วยทีมแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ

WHY CHOOSE US

ทำไมต้องเลือก ศูนย์ทันตกรรมดิจิทัลสงขลานครินทร์ ภูเก็ต

1. ดูแลโดยทันตแพทย์เฉพาะทางด้านศัลยกรรมช่องปาก

การรักษาทุกขั้นตอนดำเนินการโดยทันตแพทย์ผู้เชี่ยวชาญที่มีประสบการณ์ด้านศัลยกรรมช่องปากและแม็กซิลโลเฟเชียล

2. วางแผนการรักษาด้วยเทคโนโลยีดิจิทัล

ใช้ Digital X-ray และ 3D CT Scan เพื่อประเมินตำแหน่งของฟัน เส้นประสาท และกระดูกอย่างละเอียดก่อนการผ่าตัด

3. ลดความเสี่ยง เพิ่มความแม่นยำ

การวางแผนที่แม่นยำช่วยให้การผ่าตัดมีประสิทธิภาพ ลดภาวะแทรกซ้อน และช่วยให้การฟื้นตัวเป็นไปอย่างเหมาะสม

4. รองรับการรักษาที่หลากหลาย

ให้บริการตั้งแต่ถอนฟันทั่วไป ผ่าฟันคุด ผ่าตัดฟันฝัง การเตรียมกระดูก ไปจนถึงการเตรียมช่องปากสำหรับรากฟันเทียม

5. ดูแลต่อเนื่องหลังการผ่าตัด

มีการติดตามอาการ ให้คำแนะนำเรื่องการดูแลแผล และนัดติดตามผลอย่างเหมาะสม

6. มาตรฐานการรักษาจากมหาวิทยาลัย

มั่นใจในคุณภาพและความปลอดภัย ภายใต้มาตรฐานของมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์
FAQ

คำถามที่พบบ่อย

  • 1. ศัลยกรรมช่องปากคืออะไร?

    ศัลยกรรมช่องปากเป็นการรักษาทางทันตกรรมที่ต้องใช้การผ่าตัด เช่น ผ่าฟันคุด ถอนฟันที่ซับซ้อน การผ่าตัดฟันฝัง และการเตรียมกระดูกสำหรับการรักษาทางทันตกรรมอื่น ๆ

  • 2. การผ่าฟันคุดจำเป็นต้องทำทุกคนหรือไม่?

    ไม่จำเป็น หากฟันคุดไม่ก่อให้เกิดปัญหาอาจไม่ต้องผ่าตัด แต่หากมีอาการปวด อักเสบ หรือส่งผลต่อฟันข้างเคียง ทันตแพทย์อาจแนะนำให้ผ่าตัด

  • 3. การผ่าตัดเจ็บหรือไม่?

    การรักษาดำเนินการภายใต้ยาชาเฉพาะที่ ทำให้ผู้ป่วยไม่รู้สึกเจ็บระหว่างการผ่าตัด และอาจมีอาการปวดหรือบวมเล็กน้อยหลังการรักษา ซึ่งสามารถควบคุมได้ด้วยยาและการดูแลตามคำแนะนำ

  • 4. หลังผ่าฟันคุดต้องพักฟื้นกี่วัน?

    โดยทั่วไปสามารถกลับไปทำกิจวัตรประจำวันได้ภายใน 1–3 วัน แต่การหายของแผลจะใช้เวลาหลายสัปดาห์ ขึ้นอยู่กับความยากของการผ่าตัด

  • 5. ต้องงดอาหารอะไรหลังการผ่าตัด?

    ควรรับประทานอาหารอ่อน หลีกเลี่ยงอาหารแข็ง ร้อน หรือเผ็ดจัด รวมถึงงดการสูบบุหรี่และเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในช่วงแรกหลังการรักษา

  • 6. จำเป็นต้องถ่ายภาพเอกซเรย์ก่อนผ่าตัดหรือไม่?

    ในหลายกรณีจำเป็น เพื่อประเมินตำแหน่งของฟัน รากฟัน เส้นประสาท และกระดูกสำหรับการวางแผนการรักษาอย่างปลอดภัย

  • 7. หลังผ่าตัดต้องตัดไหมหรือไม่?

    หากใช้ไหมที่ไม่ละลาย ทันตแพทย์จะนัดมาตัดไหมประมาณ 7–10 วันหลังการผ่าตัด ส่วนไหมละลายจะสลายได้เอง

  • 8. ควรรีบพบแพทย์เมื่อใดหลังการผ่าตัด?

    หากมีอาการเลือดออกไม่หยุด บวมมากขึ้น มีไข้ หรือปวดรุนแรงผิดปกติ ควรติดต่อหรือกลับมาพบทันตแพทย์ทันที