ศัลยกรรมช่องปาก (Oral Surgery)
ศัลยกรรมช่องปากเป็นสาขาทันตกรรมที่เกี่ยวข้องกับการวินิจฉัยและรักษาความผิดปกติของฟัน เหงือก กระดูกขากรรไกร และเนื้อเยื่อภายในช่องปากที่ต้องอาศัยการผ่าตัด การรักษาครอบคลุมตั้งแต่การถอนฟันที่ซับซ้อน การผ่าฟันคุด การผ่าตัดฟันฝัง การตัดชิ้นเนื้อในช่องปาก การเตรียมกระดูกเพื่อการรักษา ไปจนถึงการผ่าตัดเพื่อรองรับการใส่รากฟันเทียม ที่ SDDC Phuket การรักษาดำเนินการโดยทันตแพทย์เฉพาะทางด้านศัลยกรรมช่องปากและแม็กซิลโลเฟเชียล พร้อมใช้เทคโนโลยีดิจิทัล เช่น Digital X-ray และ 3D CT Scan เพื่อช่วยวินิจฉัย วางแผน และลดความเสี่ยงระหว่างการรักษา เป้าหมายของเราคือให้การรักษาที่ปลอดภัย แม่นยำ และช่วยให้ผู้ป่วยฟื้นตัวได้อย่างเหมาะสม
งานบริการศัลยกรรมช่องปาก
งานที่ให้บริการเป็นประจำของศูนย์ทันตกรรมดิจทัลสงขลานครินทร์ ภูเก็ต ได้แก่
- ขั้นตอนการทำงานทางศัลยกรรมช่องปาก
- การประเมินสภาพช่องปากและการวางแผนการผ่าตัด
- การเตรียมตัวก่อนการผ่าตัด
- การดำเนินการผ่าตัด
- การฟื้นตัวหลังการผ่าตัด
- การติดตามผลหลังการผ่าตัด
- การปฏิบัติตามคำแนะนำเพื่อป้องกันภาวะแทรกซ้อน
- ข้อควรระวังหลังการผ่าตัด
- ผ่าตัดฟันคุด (Surgical Removal of Impacted Tooth)
- ฟันคุด (Impacted Tooth) คืออะไร?
- ประเภทของฟันคุด
- ผลกระทบของฟันคุด
- การผ่าตัดฟันคุด
- ขั้นตอนการผ่าตัดฟันคุด
- ความเสี่ยงและภาวะแทรกซ้อนที่อาจเกิดขึ้น
- ข้อควรปฏิบัติก่อนและหลังผ่าตัด
- ผ่าตัดฟันฝัง / ฟันผิดตำแหน่ง
- สาเหตุที่จำเป็นต้องถอนฟันฝังหรือฟันผิดตำแหน่ง
- ขั้นตอนการผ่าตัดถอนฟันฝัง / ฟันผิดตำแหน่ง
- ภาวะแทรกซ้อนที่อาจพบได้
- ข้อดีของการถอนฟันฝังหรือฟันผิดตำแหน่ง
- การผ่าตัดปุ่มกระดูกในช่องปาก
- สาเหตุของการเกิดปุ่มกระดูก
- ปัญหาที่มักพบ
- วัตถุประสงค์ของการผ่าตัด
- ขั้นตอนการรักษา
- การดูแลหลังผ่าตัด
- ข้อดีของการผ่าตัดปุ่มกระดูก
- ข้อควรระวังและความเสี่ยง
- ผู้ที่ไม่เหมาะสมในการผ่าตัด
- ขั้นตอนการทำงานทางศัลยกรรมช่องปาก
การผ่าตัดศัลยกรรมช่องปากเป็นกระบวนการที่ต้องมีการวางแผนและการดำเนินการอย่างละเอียดรอบคอบ โดยประกอบด้วยขั้นตอนดังนี้
1.1 การประเมินสภาพช่องปากและการวางแผนการผ่าตัด
ก่อนการผ่าตัดทันตแพทย์ผู้เชี่ยวชาญจะทำการตรวจประเมินสภาพช่องปากและขากรรไกรของผู้รับบริการอย่างละเอียด เพื่อให้ทราบถึงสาเหตุและลักษณะของปัญหาที่ต้องได้รับการรักษา เช่น ฟันคุด, ฟันที่ผิดตำแหน่ง หรือความผิดปกติของเหงือกและกระดูกขากรรไกร
- การตรวจวินิจฉัย
ทันตแพทย์จะทำการตรวจทางคลินิกและอาจทำการใช้ภาพถ่ายรังสี (X-ray) หรือการถ่ายภาพดิจิทัล (CT Scan, 3D Imaging) เพื่อให้ได้ข้อมูลที่ครบถ้วนและแม่นยำเกี่ยวกับสภาพภายในช่องปากและขากรรไกร - การวางแผนการผ่าตัด
หลังจากการประเมินและวินิจฉัย ทันตแพทย์จะทำการวางแผนการผ่าตัดที่เหมาะสมที่สุดกับปัญหาของผู้รับบริการ โดยการใช้เทคโนโลยีขั้นสูง เช่น การคำนวณตำแหน่งที่แม่นยำสำหรับการทำรากฟันเทียม หรือการเลือกเทคนิคการผ่าตัดที่เหมาะสมเพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ดีที่สุดและปลอดภัยที่สุด
1.2 การเตรียมตัวก่อนการผ่าตัด
ก่อนการผ่าตัดผู้รับบริการจะได้รับการแนะนำเกี่ยวกับการเตรียมตัวต่างๆ ดังนี้:
- การซักประวัติทางการแพทย์
ได้แก่ ประวัติโรคประจำตัว ยาต่างๆที่รับประทานประจำ ประวัติแพ้ยาแพ้อาหาร เป็นต้น
- การหลีกเลี่ยงการทานอาหารหรือเครื่องดื่ม
ในกรณีที่ต้องใช้การดมยาสลบ ผู้รับบริการต้องหลีกเลี่ยงการทานอาหารหรือเครื่องดื่มอย่างน้อย 6 ชั่วโมงก่อนการผ่าตัด - การตรวจสุขภาพ
ในบางกรณี ผู้รับบริการอาจต้องตรวจสุขภาพเบื้องต้น เช่น การตรวจเลือด หรือการประเมินสุขภาพโดยรวม เพื่อให้มั่นใจว่าไม่มีข้อจำกัดใดๆ ที่จะมีผลต่อการผ่าตัด - การจัดเตรียมอุปกรณ์
ทีมทันตแพทย์จะเตรียมอุปกรณ์และเครื่องมือที่จำเป็นสำหรับการผ่าตัด เช่น เครื่องมือสำหรับการผ่าตัดกระดูกหรือการใช้เทคนิคดิจิทัล
1.3 การดำเนินการผ่าตัด
ในระหว่างการผ่าตัด ทันตแพทย์จะใช้เทคนิคที่ทันสมัยและเหมาะสมกับปัญหาของผู้รับบริการ โดยมีขั้นตอนหลักดังนี้:
- การใช้ยาสลบหรือยาชา
การผ่าตัดในช่องปากส่วนใหญ่จะใช้ยาชาเฉพาะที่หรือในบางกรณีอาจใช้ยาสลบทั่วไป ขึ้นอยู่กับความซับซ้อนของการผ่าตัดและการตัดสินใจของทันตแพทย์ - การผ่าตัด
ทันตแพทย์จะดำเนินการตามแผนการผ่าตัดที่วางไว้ เช่น การผ่าตัดฟันคุด การปรับแต่งเหงือก หรือการถอนฟันที่ฝังตัว - การเย็บแผล
หลังจากการผ่าตัดเสร็จสิ้น ทันตแพทย์จะทำการเย็บแผลอย่างระมัดระวังเพื่อป้องกันการติดเชื้อและให้การฟื้นตัวเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ
1.4. การฟื้นตัวหลังการผ่าตัด
หลังการผ่าตัด ทันตแพทย์จะให้คำแนะนำเกี่ยวกับการดูแลและการฟื้นตัวที่สำคัญ เพื่อให้การฟื้นตัวเป็นไปอย่างรวดเร็วและปลอดภัย:
- การประคบเย็น
ในช่วงแรกหลังการผ่าตัด ผู้รับบริการอาจต้องใช้การประคบเย็นบริเวณที่ผ่าตัดเพื่อลดการบวมและอักเสบ - การรับประทานยา
ทันตแพทย์จะให้ยาเพื่อบรรเทาอาการปวดและลดการอักเสบ รวมถึงยาปฏิชีวนะเพื่อลดความเสี่ยงในการติดเชื้อ - การหลีกเลี่ยงการเคี้ยวอาหารที่แข็งหรือร้อน
ในช่วงแรกหลังการผ่าตัด ควรหลีกเลี่ยงการเคี้ยวอาหารที่แข็งหรือร้อน เพื่อป้องกันการระคายเคืองต่อแผล - การหลีกเลี่ยงการสัมผัสหรือเปิดแผล
ผู้รับบริการควรหลีกเลี่ยงการสัมผัสบริเวณแผลหรือการใช้แรงกดที่มากเกินไปในช่วงแรกหลังผ่าตัด
1.5 การติดตามผลหลังการผ่าตัด
การติดตามผลเป็นสิ่งสำคัญในการฟื้นตัวหลังการผ่าตัด โดยทันตแพทย์จะนัดตรวจเยี่ยมผู้รับบริการเพื่อประเมินการฟื้นตัว และดูว่ามีอาการผิดปกติหรือไม่
- การตรวจประเมินการฟื้นตัว
ทันตแพทย์จะตรวจสภาพช่องปากและแผลผ่าตัดในช่วงเวลาที่กำหนด เช่น 1-2 สัปดาห์หลังการผ่าตัด เพื่อประเมินความสมบูรณ์ของแผลและสภาพการฟื้นตัว - การดูแลแผลผ่าตัด
ทันตแพทย์จะให้คำแนะนำในการดูแลแผลผ่าตัดให้สะอาดและหลีกเลี่ยงการเกิดการติดเชื้อ
1.6. การปฏิบัติตามคำแนะนำเพื่อป้องกันภาวะแทรกซ้อน
ผู้รับบริการต้องปฏิบัติตามคำแนะนำที่ทันตแพทย์ให้ไว้อย่างเคร่งครัดเพื่อหลีกเลี่ยงการเกิดภาวะแทรกซ้อน เช่น การติดเชื้อหรือการอักเสบที่เกิดจากการดูแลไม่ถูกวิธี
1.7 ข้อควรระวังหลังการผ่าตัด
- ควรปฏิบัติตามคำแนะนำของทันตแพทย์อย่างเคร่งครัดหลังการผ่าตัด
- หลีกเลี่ยงการสัมผัสบริเวณที่ทำการผ่าตัดหรือเคี้ยวอาหารที่แข็งจนกว่าจะได้รับคำแนะนำจากทันตแพทย์
- หากมีอาการเจ็บปวดหรือมีสัญญาณของการติดเชื้อ เช่น บวมมากผิดปกติหรือไข้ ควรติดต่อทันตแพทย์ทันที
การผ่าตัดศัลยกรรมช่องปากจำเป็นต้องใช้ความรู้และประสบการณ์จากทันตแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ ซึ่งจะทำการประเมินและดูแลผู้รับบริการอย่างใกล้ชิด เพื่อให้ผลลัพธ์ที่ดีที่สุดและลดความเสี่ยงจากภาวะแทรกซ้อนต่างๆ
งานผ่าฟันคุด
ผ่าตัดฟันคุด (Surgical Removal of Impacted Tooth)
ฟันคุดเป็นฟันที่ไม่สามารถขึ้นมาในตำแหน่งที่เหมาะสมตามธรรมชาติ เช่น ฟันกรามซี่สุดท้ายที่มักจะขึ้นในตำแหน่งที่ผิดทิศทาง หรือติดอยู่ในกระดูกและเหงือก ทำให้ไม่สามารถขึ้นตามธรรมชาติได้ การผ่าตัดฟันคุดจำเป็นต้องใช้เทคนิคการผ่าตัดเฉพาะเพื่อเอาฟันที่ฝังตัวหรือซุกซ่อนอยู่ในกระดูกหรือเหงือกออกมา การผ่าตัดฟันคุดช่วยป้องกันการอักเสบ การติดเชื้อ และการเบียดฟันข้างเคียงโดยอาจทำให้ฟันข้างเคียงหรือตัวฟันคุดเองผุ รวมถึงปัญหาที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต เช่น ความผิดปกติของขากรรไกร การผ่าตัดจะทำภายใต้การดูแลโดยทันตแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ ซึ่งจะคำนึงถึงความปลอดภัยของผู้รับบริการ โดยใช้เทคนิคที่ทันสมัยและวัสดุที่เหมาะสมในการรักษา
2.1 ฟันคุด (Impacted Tooth) คืออะไร?
ฟันคุด หมายถึง ฟันที่ไม่สามารถขึ้นมาในช่องปากได้ตามปกติ เนื่องจากติดขัดกับกระดูกขากรรไกร ฟันข้างเคียง หรือเนื้อเยื่อรอบข้าง ทำให้ฟันคุดฝังตัวอยู่ในกระดูกหรือใต้เหงือกบางส่วนหรือทั้งหมด
ฟันที่มักพบว่าคุดบ่อยที่สุด คือ ฟันกรามซี่สุดท้าย (ฟันกรามซี่ที่สาม) ซึ่งในบางคนฟันซี่นี้อาจจะหายไปเองตามธรรมชาติจึงเรียกว่า Wisdom Tooth
2.2. ประเภทของฟันคุด
ฟันคุดสามารถแบ่งตามทิศทางการงอกได้หลายลักษณะ เช่น
- ฟันคุดแนวตรง (Vertical Impaction)
ฟันขึ้นแนวตรงแต่ติดขัดไม่สามารถโผล่พ้นเหงือกได้ - ฟันคุดเอียงไปด้านหน้า (Mesioangular Impaction)
ฟันเอียงไปทางฟันหน้า ซึ่งเป็นลักษณะที่พบได้บ่อยที่สุด - ฟันคุดเอียงไปด้านหลัง (Distoangular Impaction)
ฟันเอียงไปทางด้านหลังของปาก - ฟันคุดในแนวราบ (Horizontal Impaction)
ฟันนอนราบขนานกับแนวขากรรไกร
2.3 ผลกระทบของฟันคุด
หากปล่อยฟันคุดไว้โดยไม่รักษา อาจก่อให้เกิดปัญหาหลายประการ เช่น
- เหงือกอักเสบ (Pericoronitis)
- ฟันข้างเคียงผุหรือมีรากฟันละลาย
- การติดเชื้อบริเวณกระดูกขากรรไกร
- การเกิดถุงน้ำ (Cyst) หรือเนื้องอก (Tumor) รอบฟันคุด
- ปวดบริเวณขากรรไกรและปวดศีรษะ
- การเรียงตัวของฟันผิดปกติ ทำให้การสบฟันผิดเพี้ยน
2.4. การผ่าตัดฟันคุด
วัตถุประสงค์ของการผ่าตัด
- ป้องกันการติดเชื้อและการอักเสบในช่องปาก
- ป้องกันการทำลายฟันข้างเคียง
- ลดความเสี่ยงการเกิดโรคเหงือกและกระดูกขากรรไกร
- ช่วยให้การจัดฟันมีประสิทธิภาพมากขึ้น (ในกรณีที่ทำร่วมกับการจัดฟัน)
- ป้องกันอาการปวดเรื้อรังในอนาคต
2.5. ขั้นตอนการผ่าตัดฟันคุด
- การประเมินเบื้องต้น
- ซักประวัติสุขภาพ และตรวจสอบตำแหน่งฟันคุดด้วยการเอกซเรย์ (Panoramic X-ray)
- ประเมินความเสี่ยงของการผ่าตัด เช่น ตำแหน่งของเส้นประสาท (Inferior Alveolar Nerve) ที่อยู่ใกล้เคียง
- การเตรียมตัวก่อนผ่าตัด
- งดอาหารและน้ำล่วงหน้า 6-8 ชั่วโมง (กรณีที่มีการวางยาสลบ)
- หยุดใช้ยาบางชนิด เช่น ยาต้านการแข็งตัวของเลือด (ตามคำแนะนำของแพทย์)
- การผ่าตัด
- ฉีดยาชาเฉพาะที่ หรือให้ยาสลบในกรณีที่จำเป็น
- ผ่าตัดเปิดเหงือกเหนือฟันคุด
- ตัดกระดูกบางส่วนที่ปกคลุมฟัน (หากจำเป็น)
- ตัดฟันออกเป็นชิ้นเล็ก ๆ เพื่อง่ายต่อการนำออก
- ทำความสะอาดบริเวณแผล และเย็บแผลปิด
- การดูแลหลังผ่าตัด
- ประคบเย็นเพื่อลดอาการบวม
- รับประทานยาแก้ปวด และยาปฏิชีวนะตามแพทย์สั่ง
- หลีกเลี่ยงการบ้วนน้ำแรง ๆ หรือดูดน้ำจากหลอด
- หลีกเลี่ยงอาหารแข็งหรือเผ็ดร้อนในช่วง 3-5 วันแรก
- รักษาความสะอาดในช่องปากอย่างระมัดระวัง
- มาพบแพทย์ตามนัดหมายเพื่อตรวจและตัดไหมเย็บแผล
2.6. ความเสี่ยงและภาวะแทรกซ้อนที่อาจเกิดขึ้น
- อาการบวม ปวด และมีเลือดออก
- การติดเชื้อบริเวณแผลผ่าตัด
- อาการชาที่ริมฝีปาก ลิ้น หรือคางจากการกระทบกระเทือนเส้นประสาท
- ขากรรไกรติดแข็ง (Trismus) หรืออ้าปากได้น้อยลงชั่วคราว
- แผลหายช้าในบางราย (เช่น ผู้ป่วยเบาหวาน)
2.7. ข้อควรปฏิบัติก่อนและหลังผ่าตัด
ก่อนผ่าตัด:
- แจ้งประวัติการแพ้ยา โรคประจำตัว และยาที่ใช้อยู่
- ปฏิบัติตามคำแนะนำเรื่องการงดน้ำงดอาหารหากมีการใช้ยาสลบ
หลังผ่าตัด:
- นอนหัวสูงในคืนแรก
- หลีกเลี่ยงการสูบบุหรี่และดื่มแอลกอฮอล์
- งดออกกำลังกายหนัก 5-7 วัน
- รับประทานอาหารอ่อน เช่น โจ๊ก ซุป หรืออาหารเหลว
การผ่าตัดปุ่มกระดูกในช่องปาก (Torus Removal)
การผ่าตัดปุ่มกระดูกในช่องปาก (Torus Removal)
ปุ่มกระดูกในช่องปาก คือ การเจริญเติบโตของกระดูกส่วนเกินในบริเวณต่าง ๆ ของช่องปาก ลักษณะเป็นก้อนแข็ง นูนขึ้นมาจากกระดูกขากรรไกรหรือเพดานปาก โดยทั่วไปสามารถจำแนกออกได้เป็น 2 ชนิดหลัก ได้แก่:
- Torus Palatinus: ปุ่มกระดูกที่พบตรงกลางเพดานปาก
- Torus Mandibularis: ปุ่มกระดูกที่พบบริเวณด้านในของขากรรไกรล่าง ใกล้โคนลิ้น
ลักษณะของปุ่มกระดูกเหล่านี้คือ แข็ง พื้นผิวเรียบ ปกคลุมด้วยเนื้อเยื่อเหงือกปกติ ไม่เจ็บ และโตขึ้นอย่างช้า ๆ
4.1 สาเหตุของการเกิดปุ่มกระดูก ยังไม่มีการยืนยันสาเหตุที่แน่ชัด แต่มีปัจจัยเกี่ยวข้องดังนี้:
- พันธุกรรม (กรรมพันธุ์)
- เชื้อชาติ (เช่น คนเชื้อสายเอเชีย และชาวเอสกิโมมีโอกาสพบสูง)
- เพศ (พบในเพศหญิงมากกว่าเพศชาย)
- พฤติกรรมการใช้ชีวิต เช่น กัดฟันตอนนอน (Bruxism), การรับแรงกดซ้ำ ๆ ในช่องปาก
- อิทธิพลของแรงเคี้ยว (Occlusal Stress)
- อายุ (มักพบเริ่มต้นในช่วงวัยหนุ่มสาว)
4.2. ปัญหาที่มักพบ
- ส่วนใหญ่ ไม่มีอาการเจ็บปวด และผู้ป่วยมักไม่รู้ตัว
- หากมีขนาดใหญ่ อาจทำให้:
- เกิดแผลในช่องปากจากการเสียดสีกับอาหารหรือฟัน
- เกิดความระคายเคือง
- ติดเศษอาหารในร่องกระดูก
- รบกวนการใส่เครื่องมือทันตกรรม เช่น ฟันปลอม เครื่องมือจัดฟัน
- สูญเสียความมั่นใจในรูปลักษณ์
4.3 วัตถุประสงค์ของการผ่าตัด
- ลดการระคายเคืองและแผลเรื้อรัง
- ป้องกันการติดเศษอาหารและปัญหากลิ่นปาก
- อำนวยความสะดวกในการทำทันตกรรม เช่น การใส่ฟันปลอม, การจัดฟัน
- เพื่อความสวยงามและความมั่นใจในบุคลิกภาพ
- ปรับสรีระช่องปากให้เหมาะสมกับการพูดและการออกเสียง
4.4 ขั้นตอนการรักษา
- การประเมินทางคลินิก
- ตรวจร่างกายช่องปาก
- ถ่ายภาพรังสี (X-ray) เพื่อดูโครงสร้างกระดูกอย่างละเอียด
- การเตรียมตัวก่อนผ่าตัด
- งดน้ำ งดอาหารบางอย่างตามคำแนะนำ (กรณีวางยาสลบ)
- แจ้งประวัติสุขภาพและยาที่ใช้อยู่ทั้งหมดให้ทันตแพทย์ทราบ
- การผ่าตัด
- ฉีดยาชาเฉพาะที่
- เปิดเหงือกบริเวณที่มีปุ่มกระดูก
- กรอหรือตัดเอาปุ่มกระดูกออกอย่างระมัดระวัง
- ล้างแผลด้วยน้ำเกลือปลอดเชื้อ
- เย็บปิดแผลด้วยไหมเย็บละลายได้หรือไหมเย็บปกติ
- ใส่แผ่นปิดแผล (Stent/Obturator) หากจำเป็น
- การดูแลหลังผ่าตัด
- รับประทานยาแก้ปวด และยาปฏิชีวนะตามที่แพทย์สั่ง
- ประคบเย็นเพื่อลดอาการบวมใน 24 ชั่วโมงแรก
- หลีกเลี่ยงอาหารแข็ง ร้อน หรือเผ็ดจัด
- รักษาความสะอาดช่องปากโดยการบ้วนปากด้วยน้ำเกลืออุ่น ๆ
- งดออกกำลังกายหนัก ๆ ในช่วง 1-2 สัปดาห์แรก
- กลับมาตัดไหมตามนัดภายใน 7-10 วัน
4.6 ข้อดีของการผ่าตัดปุ่มกระดูก
- ลดปัญหาแผลเรื้อรังในช่องปาก
- ช่วยให้การใส่ฟันปลอมและจัดฟันทำได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น
- ช่วยเสริมบุคลิกภาพ และเพิ่มความมั่นใจในการยิ้มและพูด
- ป้องกันการติดเชื้อและกลิ่นปากจากเศษอาหารติดค้าง
- ปรับโครงสร้างช่องปากให้ออกเสียงได้ชัดเจนขึ้น
4.7 ข้อควรระวังและความเสี่ยง
- อาการบวมและเจ็บเล็กน้อยหลังการผ่าตัด
- โอกาสเกิดการติดเชื้อหากดูแลแผลไม่เหมาะสม
- ความเสี่ยงเลือดออกมากในบางราย (โดยเฉพาะผู้ที่มีโรคประจำตัว)
- การเจ็บปวดขณะเคี้ยวอาหารในระยะแรก
- ในบางกรณีอาจมีโอกาสที่กระดูกงอกขึ้นใหม่ได้
4.8 ผู้ที่ไม่เหมาะสมในการผ่าตัด
- ผู้ที่มีโรคประจำตัวที่ควบคุมไม่ได้ เช่น เบาหวานความดันโลหิตสูงที่ไม่สามารถควบคุมได้
- ผู้ที่มีภาวะเลือดออกง่าย
- ผู้ที่มีภาวะภูมิคุ้มกันต่ำ
- หญิงตั้งครรภ์ในไตรมาสแรกหรือใกล้คลอด (ควรปรึกษาแพทย์เป็นรายกรณี)
ดูแลด้วยทีมแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ

ทพญ.วิยะดา บัวสาย

ทพญ.สุภัทรา ปทะวานิช

ผศ.นพ.ทพ.เศรษฐกร พงศ์พานิช
ทำไมต้องเลือก ศูนย์ทันตกรรมดิจิทัลสงขลานครินทร์ ภูเก็ต
1. ดูแลโดยทันตแพทย์เฉพาะทางด้านศัลยกรรมช่องปาก
2. วางแผนการรักษาด้วยเทคโนโลยีดิจิทัล
3. ลดความเสี่ยง เพิ่มความแม่นยำ
4. รองรับการรักษาที่หลากหลาย
5. ดูแลต่อเนื่องหลังการผ่าตัด
6. มาตรฐานการรักษาจากมหาวิทยาลัย
คำถามที่พบบ่อย
-
1. ศัลยกรรมช่องปากคืออะไร?
ศัลยกรรมช่องปากเป็นการรักษาทางทันตกรรมที่ต้องใช้การผ่าตัด เช่น ผ่าฟันคุด ถอนฟันที่ซับซ้อน การผ่าตัดฟันฝัง และการเตรียมกระดูกสำหรับการรักษาทางทันตกรรมอื่น ๆ
-
2. การผ่าฟันคุดจำเป็นต้องทำทุกคนหรือไม่?
ไม่จำเป็น หากฟันคุดไม่ก่อให้เกิดปัญหาอาจไม่ต้องผ่าตัด แต่หากมีอาการปวด อักเสบ หรือส่งผลต่อฟันข้างเคียง ทันตแพทย์อาจแนะนำให้ผ่าตัด
-
3. การผ่าตัดเจ็บหรือไม่?
การรักษาดำเนินการภายใต้ยาชาเฉพาะที่ ทำให้ผู้ป่วยไม่รู้สึกเจ็บระหว่างการผ่าตัด และอาจมีอาการปวดหรือบวมเล็กน้อยหลังการรักษา ซึ่งสามารถควบคุมได้ด้วยยาและการดูแลตามคำแนะนำ
-
4. หลังผ่าฟันคุดต้องพักฟื้นกี่วัน?
โดยทั่วไปสามารถกลับไปทำกิจวัตรประจำวันได้ภายใน 1–3 วัน แต่การหายของแผลจะใช้เวลาหลายสัปดาห์ ขึ้นอยู่กับความยากของการผ่าตัด
-
5. ต้องงดอาหารอะไรหลังการผ่าตัด?
ควรรับประทานอาหารอ่อน หลีกเลี่ยงอาหารแข็ง ร้อน หรือเผ็ดจัด รวมถึงงดการสูบบุหรี่และเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในช่วงแรกหลังการรักษา
-
6. จำเป็นต้องถ่ายภาพเอกซเรย์ก่อนผ่าตัดหรือไม่?
ในหลายกรณีจำเป็น เพื่อประเมินตำแหน่งของฟัน รากฟัน เส้นประสาท และกระดูกสำหรับการวางแผนการรักษาอย่างปลอดภัย
-
7. หลังผ่าตัดต้องตัดไหมหรือไม่?
หากใช้ไหมที่ไม่ละลาย ทันตแพทย์จะนัดมาตัดไหมประมาณ 7–10 วันหลังการผ่าตัด ส่วนไหมละลายจะสลายได้เอง
-
8. ควรรีบพบแพทย์เมื่อใดหลังการผ่าตัด?
หากมีอาการเลือดออกไม่หยุด บวมมากขึ้น มีไข้ หรือปวดรุนแรงผิดปกติ ควรติดต่อหรือกลับมาพบทันตแพทย์ทันที