โลโก้ ศูนย์ทันตกรรมดิจิทัลสงขลานครินทร์ ภูเก็ต SDDC Phuket
รักษาโรคเหงือก ภูเก็ต โรคเหงือกอักเสบ ปริทันต์อักเสบ

โรคเหงือก (Periodontal Disease) คืออะไร?

โรคเหงือกหรือโรคปริทันต์ เป็นภาวะอักเสบของเหงือกและเนื้อเยื่อที่รองรับฟัน ซึ่งมักเกิดจากการสะสมของคราบจุลินทรีย์และหินปูน หากไม่ได้รับการรักษา อาจลุกลามจนทำลายกระดูกรองรับฟัน ทำให้ฟันโยกและสูญเสียฟันได้ในที่สุด การรักษาโรคเหงือกที่ SDDC Phuket ดำเนินการโดยทันตแพทย์เฉพาะทางด้านปริทันตวิทยา พร้อมใช้เทคโนโลยีทันตกรรมดิจิทัลเพื่อวินิจฉัย วางแผน และติดตามผลการรักษาอย่างแม่นยำ เป้าหมายของเราคือการหยุดการอักเสบ รักษาสุขภาพเหงือก และช่วยให้ผู้ป่วยสามารถรักษาฟันธรรมชาติไว้ได้นานที่สุด การรักษาอาจประกอบด้วยการขูดหินปูน การเกลารากฟัน การผ่าตัดปริทันต์ และการดูแลสุขภาพช่องปากระยะยาว ตามความรุนแรงของโรค

โรคเหงือกอักเสบและโรคปริทันต์อักเสบ

เป็นกลุ่มโรคที่เกี่ยวข้องกับการอักเสบและการทำลายเนื้อเยื่อรอบ ๆ ฟัน ได้แก่ เหงือก เอ็นยึดฟัน และกระดูกเบ้าฟัน หากไม่ได้รับการรักษาอย่างถูกวิธี อาจนำไปสู่ การสูญเสียฟัน ส่งผลต่อประสิทธิภาพการบดเคี้ยวและอาจมีผลกระทบต่อสุขภาพร่างกายโดยรวม เช่น โรคหัวใจ เบาหวาน และโรคทางเดินหายใจ

ชนิดของโรคปริทันต์ (Periodontal Diseases)

โรคเหงือกอักเสบ (Gingivitis)

  • เป็นระยะเริ่มต้นของโรคเหงือก
  • มีลักษณะเหงือกแดง บวม และมีเลือดออกง่ายขณะแปรงฟันหรือใช้ไหมขัดฟัน
  • ยังไม่มีการทำลายกระดูกเบ้าฟันหรือเอ็นยึดฟัน
  • หากได้รับการดูแลช่องปากอย่างเหมาะสม ร่วมกับการรักษาโดยทันตแพทย์ สามารถรักษาให้หายได้โดยไม่ทิ้งผลกระทบถาวร

โรคปริทันต์อักเสบ (Periodontitis)

  • เป็นภาวะที่การอักเสบของเหงือกลุกลามไปสู่การทำลายเอ็นยึดฟันและกระดูกเบ้าฟัน
  • มีลักษณะร่องลึกปริทันต์ (Periodontal Pocket) เหงือกบวม มีหนอง มีกลิ่นปาก ฟันโยกหรือเคลื่อน
  • หากไม่ได้รับการรักษา อาจนำไปสู่การสูญเสียฟันในระยะยาว

สาเหตุของโรคเหงือกอักเสบและโรคปริทันต์อักเสบ
คราบจุลินทรีย์ (Plaque)
เป็นสาเหตุหลักของโรค เกิดจากการสะสมของแบคทีเรียบนผิวฟันและบริเวณขอบเหงือก ทั้งเหนือเหงือกและใต้เหงือก หากไม่กำจัดอย่างสม่ำเสมอจะกระตุ้นให้เกิดการอักเสบของเนื้อเยื่อปริทันต์
หินปูน (Calculus)
เป็นสาเหตุเสริมในการก่อโรคเหงือก หินปูนเกิดจากการตกตะกอนของแร่ธาตุในน้ำลายที่รวมตัวกับคราบจุลินทรีย์ ซึ่งสามารถสะสมได้ทั้งเหนือเหงือกและใต้เหงือก และทำให้ยากต่อการทำความสะอาด

ปัจจัยเสี่ยงเพิ่มเติมที่ส่งเสริมการเกิดหรือความรุนแรงของโรค ได้แก่
– การสูบบุหรี่
– โรคเบาหวาน
– การเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมน เช่น ขณะตั้งครรภ์ หรือวัยหมดประจำเดือน
– ความเครียด
– พันธุกรรม (ประวัติโรคในครอบครัว)
– การใช้ยาบางชนิด เช่น ยาคุมกำเนิด ยากันชัก ยารักษาความดันโลหิต
– การดูแลสุขภาพช่องปากไม่เหมาะสม

อาการที่ควรระวังของโรคเหงือกอักเสบและโรคปริทันต์อักเสบ
• เหงือกบวม แดง หรือมีเลือดออกง่าย โดยเฉพาะขณะแปรงฟันหรือใช้ไหมขัดฟัน
• มีหนองไหลออกจากขอบเหงือก
• มีกลิ่นปากเรื้อรัง
• ฟันโยก หรือมีการเคลื่อนตัวผิดปกติ
• ตรวจพบร่องลึกปริทันต์ระหว่างการตรวจโดยทันตแพทย์
• เหงือกร่นจนเห็นรากฟัน

แนวทางการรักษาโรคเหงือกและโรคปริทันต์อักเสบ
1. ระยะเหงือกอักเสบ (Gingivitis Stage)
• ขูดหินปูน เกลารากฟัน และขัดฟัน (Scaling and Root planning, Polishing) เพื่อกำจัดคราบจุลินทรีย์และหินปูน ทั้งเหนือเหงือกและใต้เหงือก
• ให้คำแนะนำเรื่องสุขอนามัยช่องปากอย่างเหมาะสม เช่น เทคนิคการแปรงฟันที่ถูกต้อง และการใช้เครื่องมือทำความสะอาดซอกฟัน เช่น ไหมขัดฟันหรือแปรงซอกฟัน
• นัดติดตามผลเพื่อประเมินการตอบสนองต่อการรักษา
2. ระยะปริทันต์อักเสบ (Periodontitis Stage)
• ขูดหินปูนใต้เหงือกและเกลารากฟันอย่างล้ำลึก (Deep Scaling and Root Planing) เพื่อกำจัดคราบจุลินทรีย์และหินปูนในบริเวณลึกใต้เหงือก
• พิจารณาใช้ยาฆ่าเชื้อในร่องเหงือกหรือยาปฏิชีวนะตามความเหมาะสม
• ในกรณีที่โรคมีความรุนแรง อาจจำเป็นต้องรักษาด้วยการผ่าตัดปริทันต์ (Periodontal Surgery) เพื่อกำจัดเชื้อโรคและซ่อมแซมเนื้อเยื่อปริทันต์ เช่น การปลูกกระดูก (Bone Graft) หรือการฟื้นฟูเนื้อเยื่อด้วยวิธีการนำทางการเจริญของเนื้อเยื่อ (Guided Tissue Regeneration – GTR)

การดูแลตนเองและการป้องกันโรคเหงือกและโรคปริทันต์
• แปรงฟันอย่างน้อยวันละ 2 ครั้ง ด้วยเทคนิคที่ถูกต้องและเหมาะสม
• ใช้ไหมขัดฟัน หรือแปรงซอกฟันทุกวัน เพื่อกำจัดเศษอาหารและคราบจุลินทรีย์ระหว่างซอกฟัน
• ใช้น้ำยาบ้วนปากตามคำแนะนำของทันตแพทย์ เพื่อช่วยลดแบคทีเรียในช่องปาก
• หลีกเลี่ยงการสูบบุหรี่ และควบคุมโรคประจำตัว เช่น เบาหวาน ให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม
• พบทันตแพทย์เพื่อตรวจสุขภาพช่องปากและรับบริการขูดหินปูน–เกลารากฟันอย่างสม่ำเสมอ (ทุก 6 เดือน หรือบ่อยกว่านั้นหากมีความเสี่ยงหรือปัญหาทางเหงือก)

การผ่าตัดตกแต่งเหงือก (Gingival Surgery)
การผ่าตัดตกแต่งเหงือก คือกระบวนการศัลยกรรมในช่องปากที่มีวัตถุประสงค์เพื่อปรับรูปร่าง หรือแก้ไขความผิดปกติของเนื้อเยื่อเหงือก เช่น เหงือกบวมหนา เหงือกปกคลุมตัวฟันมากเกินไป หรือแนวเหงือกไม่สม่ำเสมอ ซึ่งอาจส่งผลกระทบทั้งด้านสุขภาพเหงือกและความสวยงามของรอยยิ้ม

การตกแต่งเหงือกสามารถช่วย
ปรับปรุงสุขภาพเหงือกและลดการอักเสบในกรณีที่ไม่สามารถรักษาด้วยวิธีทั่วไปได้
เพิ่มความสมดุลของแนวเหงือกเพื่อความงาม (Esthetic Dentistry)
เตรียมเหงือกสำหรับการรักษาทางทันตกรรม เช่น การทำครอบฟัน หรือการใส่ฟันปลอม เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ดีที่สุด
รูปแบบการผ่าตัดอาจรวมถึง:
การตัดแต่งเนื้อเยื่อเหงือกส่วนเกิน
การเสริมเหงือกในกรณีเหงือกร่น (Gum Grafting)
การปรับแนวเหงือกให้สมดุลกับฟันและโครงสร้างใบหน้า

ประเภทหลักของการผ่าตัดเหงือก (แบ่งตามลักษณะและวัตถุประสงค์)
1. การผ่าตัดเหงือกเพื่อการตกแต่ง (Esthetic or Cosmetic Gingival Surgery)
เน้นปรับรูปร่างเหงือกให้ได้สัดส่วนสวยงาม
Gingivectomy / Gingivoplasty – ตัดและตกแต่งเหงือกที่เกินหรือผิดรูป
Crown Lengthening – ยืดความยาวฟัน แก้ไขภาวะยิ้มเห็นเหงือก (Gummy Smile)
Gingival Grafting – ปลูกเหงือกในกรณีเหงือกร่น

2. การผ่าตัดเหงือกเพื่อการรักษาโรคปริทันต์ (Therapeutic Periodontal Surgery)
เน้นขจัดการอักเสบและควบคุมโรคปริทันต์
Pocket Reduction Surgery – ลดความลึกของร่องเหงือกที่ติดเชื้อ
Flap Surgery (Open Flap Debridement) – เปิดเหงือกเพื่อทำความสะอาดบริเวณลึกใต้เหงือก
Bone Grafting – ปลูกกระดูกที่สูญเสียจากโรคปริทันต์
Guided Tissue Regeneration (GTR) – ฟื้นฟูเนื้อเยื่อปริทันต์โดยใช้เยื่อชีวภาพ (membrane)

3. การผ่าตัดเพื่อเตรียมพื้นที่สำหรับการบูรณะฟัน (Preprosthetic or Restorative Surgery)
เช่น Crown Lengthening เพื่อเตรียมพื้นที่สำหรับการทำครอบฟันหรือฟันปลอม
Ridge Augmentation (เสริมแนวสันกระดูก) เพื่อรองรับรากเทียมหรือฟันปลอม

สาเหตุที่ต้องทำการผ่าตัดตกแต่งเหงือก
ปัญหาสุขภาพช่องปาก
เหงือกบวมอักเสบจากโรคเหงือกหรือปริทันต์
ร่องเหงือกลึก ทำให้ทำความสะอาดได้ยาก และเพิ่มความเสี่ยงต่อการติดเชื้อ

ปัญหาความสวยงาม
เหงือกไม่สมดุล เหงือกบางฟันหนา
ยิ้มเห็นเหงือกมากเกินไป (Gummy Smile)
เหงือกร่นจนเห็นรากฟัน ทำให้เสียความสวยงามและเสียวฟัน

ปัญหาด้านการทำทันตกรรมอื่น ๆ
จำเป็นต้องเปิดเหงือกเพื่อบูรณะฟัน เช่น ใส่ครอบฟัน
เตรียมเหงือกก่อนทำวีเนียร์ หรือการจัดฟัน

ขั้นตอนการผ่าตัดตกแต่งเหงือก
1. การประเมินและวางแผนการรักษา
ตรวจสภาพเหงือกและฟันอย่างละเอียดโดยทันตแพทย์
ถ่ายภาพรังสีเอกซเรย์ (X-ray) เพื่อประเมินโครงสร้างกระดูกบริเวณรอบฟัน
วางแผนการผ่าตัดตกแต่งเหงือกให้เหมาะสมกับปัญหาและความต้องการเฉพาะรายของผู้ป่วย

2. การเตรียมตัวก่อนผ่าตัด
ทำความสะอาดช่องปากและขูดหินปูนก่อนเข้ารับการผ่าตัด
แจ้งข้อมูลเกี่ยวกับประวัติการแพ้ยา โรคประจำตัว หรือยาที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน

3. ขั้นตอนการผ่าตัด
ฉีดยาชาเฉพาะที่เพื่อระงับความรู้สึกบริเวณที่จะทำการผ่าตัด
ตัดหรือปรับแต่งเหงือกด้วยเครื่องมือศัลยกรรมหรือเลเซอร์ ตามแผนการรักษา
ล้างแผลและทำความสะอาดบริเวณผ่าตัด อาจมีการเย็บปิดแผลหากจำเป็น

4. การดูแลหลังผ่าตัด
ประคบเย็นบริเวณที่ผ่าตัดใน 24 ชั่วโมงแรก เพื่อลดอาการบวม
รับประทานยาแก้ปวดและยาปฏิชีวนะตามที่ทันตแพทย์สั่ง
หลีกเลี่ยงการเคี้ยวอาหารแข็ง หรืออาหารร้อนจัดบริเวณที่ผ่าตัด
งดแปรงฟันโดนแผลโดยตรงในช่วง 1–2 สัปดาห์แรก
เข้ารับการติดตามผลการรักษา และตัดไหมตามที่แพทย์นัด (หากมีการเย็บแผล)

ความเสี่ยงและภาวะแทรกซ้อนที่อาจเกิดขึ้น
อาการบวมและปวดหลังผ่าตัด
เลือดออกเล็กน้อยในช่วง 1-2 วันแรก
การติดเชื้อบริเวณแผล
เหงือกมีรูปร่างผิดรูป หากการดูแลหลังผ่าตัดไม่เหมาะสม

ประโยชน์ของการผ่าตัดตกแต่งเหงือก
ปรับปรุงรูปลักษณ์ของรอยยิ้มให้สวยงามและเป็นธรรมชาติ
ช่วยเพิ่มความมั่นใจในการยิ้มและการสื่อสาร
ลดความเสี่ยงในการเกิดโรคเหงือกและโรคปริทันต์
อำนวยความสะดวกในการทำทันตกรรมเสริมอื่น ๆ เช่น วีเนียร์ หรือครอบฟัน

การผ่าตัดตกแต่งเหงือกเป็นหัตถการที่มีทั้งข้อดีด้านสุขภาพและความงาม ช่วยเสริมบุคลิกภาพ เสริมความมั่นใจ รวมถึงช่วยยืดอายุการใช้งานของฟันและสุขภาพช่องปากโดยรวมอย่างยั่งยืน

การเพิ่มความยาวฟัน (Crown Lengthening)
การเพิ่มความยาวฟันคืออะไร?
การยืดขอบฟัน (Crown Lengthening) คือการผ่าตัดในช่องปากที่มีเป้าหมายเพื่อเพิ่มความยาวของตัวฟันที่มองเห็นได้ โดยการตัดเหงือกและ/หรือกระดูกรอบรากฟันออกบางส่วน เพื่อให้ฟันที่ถูกปิดด้วยเหงือกหรือกระดูกสามารถโผล่พ้นขึ้นมาได้ชัดเจนมากขึ้น
การผ่าตัดนี้มักใช้ในกรณีที่ต้องเตรียมฟันสำหรับการครอบฟัน หรือในกรณีที่ฟันผุลึกมากและไม่สามารถอุดฟันตามปกติได้
เหตุผลที่ควรทำการยืดขอบฟัน
เตรียมฟันสำหรับการครอบฟันหรืออุดฟัน
ช่วยเปิดพื้นที่ของตัวฟันที่ปกคลุมอยู่ เพื่อให้สามารถครอบฟันหรืออุดฟันได้อย่างเหมาะสม
รักษาฟันที่ผุลึกจนถึงใต้เหงือก
ช่วยให้สามารถเข้าถึงบริเวณที่ผุและทำการรักษาได้อย่างถูกต้อง
ปรับรูปทรงของเหงือกให้สวยงาม
สำหรับผู้ที่มีเหงือกปกคลุมฟันมากเกินไป หรือยิ้มเห็นเหงือกมาก (Gummy Smile)
เพื่อให้สามารถเข้าถึงรากฟันเพื่อการรักษา
เช่น ในกรณีมีการติดเชื้อหรือแตกหักบริเวณราก
ขั้นตอนในการทำ Crown Lengthening
ตรวจประเมินและวางแผนการรักษา
ทันตแพทย์จะทำการตรวจฟันและเหงือก ถ่ายเอกซเรย์ และวางแผนผ่าตัดให้เหมาะกับผู้ป่วยแต่ละราย
การผ่าตัด
ฉีดยาชาเฉพาะที่ แล้วใช้เครื่องมือผ่าตัดหรือเลเซอร์เพื่อตัดเหงือกและ/หรือกระดูก
การเย็บและดูแลแผล
แพทย์จะเย็บแผล และอาจใส่ผ้าปิดแผลเพื่อป้องกันการติดเชื้อ
ข้อดีของการเพิ่มความยาวฟัน
เพิ่มพื้นที่สำหรับการรักษา เช่น การครอบฟันหรืออุดฟัน
ปรับลักษณะของรอยยิ้มให้สมดุลและดูฟันยาวขึ้น
รักษาฟันที่มีผุลึกบริเวณใต้เหงือก
ป้องกันปัญหาสะสมแบคทีเรียใต้เหงือกในระยะยาว
การดูแลหลังผ่าตัด
รับประทานยาแก้ปวดและยาตามที่แพทย์สั่ง
หลีกเลี่ยงอาหารแข็ง ร้อนจัด หรือเย็นจัด
อย่าแปรงฟันโดนแผลโดยตรง
กลับมาติดตามผลตามนัด และตัดไหมหากจำเป็น
หลีกเลี่ยงการออกแรงหรือกิจกรรมที่กระทบต่อแผล

ดูแลด้วยทีมแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ

WHY CHOOSE US

ทำไมต้องเลือก ศูนย์ทันตกรรมดิจิทัลสงขลานครินทร์ ภูเก็ต

1. ดูแลโดยทันตแพทย์เฉพาะทางด้านปริทันตวิทยา

ได้รับการวินิจฉัยและรักษาโดยทันตแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านโรคเหงือกและเนื้อเยื่อรอบฟัน

2. เทคโนโลยีดิจิทัลเพื่อการวินิจฉัยที่แม่นยำ

ใช้เทคโนโลยีทันสมัย เช่น Digital X-ray และ 3D Imaging เพื่อประเมินสภาพกระดูกและเหงือกอย่างละเอียด

3. วางแผนการรักษาเฉพาะบุคคล

เลือกแนวทางการรักษาที่เหมาะสมกับระดับความรุนแรงของโรคและสุขภาพช่องปากของแต่ละคน

4. มุ่งเน้นการรักษาฟันธรรมชาติ

เป้าหมายของเราคือหยุดการลุกลามของโรคและช่วยรักษาฟันธรรมชาติให้ใช้งานได้ยาวนานที่สุด

5. ดูแลต่อเนื่องเพื่อป้องกันการกลับมาเป็นซ้ำ

มีโปรแกรมติดตามผลและแนะนำการดูแลสุขภาพช่องปากอย่างต่อเนื่อง

6. มาตรฐานจากมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์

มั่นใจในคุณภาพการรักษา ภายใต้มาตรฐานทางวิชาการและการดูแลผู้ป่วยอย่างเป็นระบบ
FAQ

คำถามที่พบบ่อย

  • 1. โรคเหงือกคืออะไร?

    โรคเหงือกเป็นการอักเสบของเหงือกและเนื้อเยื่อรอบฟัน หากปล่อยไว้โดยไม่รักษาอาจลุกลามเป็นโรคปริทันต์และทำให้สูญเสียฟันได้

  • 2. อาการของโรคเหงือกมีอะไรบ้าง?

    อาการที่พบบ่อย ได้แก่ เหงือกบวม แดง เลือดออกขณะแปรงฟัน มีกลิ่นปาก เหงือกร่น และฟันโยกในระยะรุนแรง

  • 3. โรคเหงือกสามารถรักษาให้หายได้หรือไม่?

    หากตรวจพบตั้งแต่ระยะเริ่มต้น สามารถควบคุมและรักษาได้อย่างมีประสิทธิภาพ แต่ผู้ป่วยจำเป็นต้องดูแลสุขภาพช่องปากและมาตรวจตามนัดอย่างสม่ำเสมอ

  • 4. การรักษาโรคเหงือกเจ็บหรือไม่?

    การรักษาส่วนใหญ่สามารถทำภายใต้ยาชาเฉพาะที่ เพื่อลดความรู้สึกเจ็บและเพิ่มความสบายระหว่างการรักษา

  • 5. ต้องขูดหินปูนอย่างเดียวหรือไม่?

    ขึ้นอยู่กับความรุนแรงของโรค บางรายอาจต้องเกลารากฟันหรือรักษาเพิ่มเติมโดยทันตแพทย์เฉพาะทาง

  • 6. หากไม่รักษาจะเกิดอะไรขึ้น?

    โรคอาจลุกลามจนทำลายกระดูกรองรับฟัน ทำให้ฟันโยกและสูญเสียฟันได้ในอนาคต

  • 7. ควรตรวจสุขภาพเหงือกบ่อยแค่ไหน?

    โดยทั่วไปควรตรวจสุขภาพช่องปากและเหงือกทุก 6 เดือน หรือบ่อยกว่านั้นตามคำแนะนำของทันตแพทย์

  • 8. หลังรักษาต้องดูแลอย่างไร?

    แปรงฟันและใช้ไหมขัดฟันอย่างถูกวิธี งดสูบบุหรี่ และมาตรวจติดตามตามนัดเพื่อป้องกันการกลับมาเป็นซ้ำ